ไร้ที่หลบ

ในยามที่ฟ้าฝนในย่านกรุงเทพมหานครและคาดว่าน่าจะทั่วไปในภูมิภาคของประเทศไทยตามที่ต่างๆมีความรุนแรงค่อนข้างมากนั้นหลายท่านอาจจะมองว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ทุกท่านต้องทำกันตอนนี้ก็คือ การถือร่มไปติดตัวด้วยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เพราะถึงแม้จะไม่มีฝนตกแต่อย่างน้อยก็ยังมี “ของกัน” ให้อุ่นใจเล่นเวลาเมื่อลมพายุและฝนแรง จะได้ไม่ต้องเปียกปอนมาก

หลายคนก็เลือกที่จะไม่ประมาทกว่านั้นด้วยการติดตามข่าวพยากรณ์อากาศไม่ว่าจะเป็นบนคอมพิวเตอร์หรือบนหน้าจอโทรทัศน์ทุกพักเบรกข่าวที่สำคัญ แต่หลายคนที่จะจัดงานทำบุญ งานมงคลใดๆในช่วงนี้นอกจากจะต้องดูพยากรณ์อากาศกันล่วงหน้าแล้ว บางคนยังถึงระดับที่จะต้องทำพิธีการเพื่อไม่ให้ฝนตก อาจจะลงทุนไปปักตะไคร้หรืออะไรก็ตามแต่แล้วแต่อัธยาศัยและความเชื่อของแต่ละคนกันเอง

แต่เคยมีใครคิดบ้างหรือไม่ว่ามีอีกหลายชีวิตที่จะต้องทุกข์ทรมานเพราะฝนตกและเขาไม่มีที่ซุกหัวนอน

————————————-

สิงห์สองสีนั่งรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนไปจนสุดสาย เสียงผู้ประกาศที่ถูกอัดมาจากระบบคอมพิวเตอร์ที่บอกประกาศว่าสถานีข้างหน้าเป็นสถานีปลายทางและสถานีสุดท้าย ปลุกให้เขาตื่นในยามที่เขายังรู้สึกงัวเงียอยู่พอสมควร เพราะจากการตรากตรำเขียนเรื่องราวสารพัดสารเพและการคิดถึงเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาในชีวิตเขา ซึ่งไม่ต่างอะไรจากท่วงทำนองเพลงคลาสสิคที่ถูกใส่และเรียบเรียงไว้ด้วยหลากท่วงทำนอง

วันนี้เขาตั้งใจว่าแม้ไม่มีโอกาสพิเศษใดๆ แม้นไม่ใช่วันสำคัญทางศาสนา แต่เขาจะไปทำบุญเพื่อให้สบายใจในระดับหนึ่ง และอย่างน้อยที่สุดจะได้เป็นการให้เขามีโอกาสที่จะได้สงบและครุ่นคิดพิจรณาอย่างเงียบๆบริเวณภายในขอบขัณฑสีมาของวัด ก่อนที่เขาจะกลับไปดำเนินเรื่องราวในชีวิตเขาต่อ

เขาเดินลงมาจากสถานีรถไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนเส้นทางมาสัญจรทางเรือโดยสารที่ต่างมีผู้โดยสารที่รอกันเป็นจำนวนมากตรงบริเวณศาลาริมแม่น้ำ ระหว่างทางที่เขาจะเดินไปที่ศาลาเพื่อรเรือ เขาพบกับบรรดาผู้ที่ไม่มีอันจะกินมานั่งรออย่างหมดความหวังด้วยท่าทาง ตามริมทางที่เขากำลังเดินไปอยู่

สายตาของผู้หมดหวังเหล่านั้น หรือในภาษาที่อาจฟังดูแล้วหยาบคายคือ “ขอทาน” ที่คอยส่งสายตามาให้สิงห์สองสีนั้นบอกนัยยะถึงความสงสารและความหวังอยู่ลึกๆกรายๆ แม้เราจะบอกอะไรไม่ได้จากสายตาอันนั้นว่าจะมีลูกเมียกี่คน หรือสถานะทางบ้านว่ามีชาติกำเนิดมาจากไหน แต่เขาก็ส่งสายตาอันน่าสงสารพร้อมความหวังเล็กๆมาให้เราได้มองเห็น

สิงห์สองสีเองก็คิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรกับสายตาอันน่าสงสารที่ส่งมาให้เขาดี แต่เมื่อที่คำนึงว่าในโลกยามปัจจุบันนี้มีผู้ที่มีความสามารถแต่เลือกที่จะไม่สู้กับชีวิต และกลายมาเป็นขอทานนั้น มีมากมายเหลือเกิน เขาจึงต้องกัดฟันที่จะไม่ให้ในสิ่งที่บรรดาผู้ส่งความหวังเล็กๆนั้นได้ส่งสารมา ตัวเขาเองก็รู้สึกผิดที่ไม่ได้ให้เพราะว่ากันตามจริง เมื่อใครเดือนร้อนก็ต้องช่วยเหลือ แต่ว่าหากให้แล้ว ผู้คนเหล่านั้นทีั่มีความสามารถในการหากินก็จะเพลินกับการหากินโดยเพียงแค่นั่งขอตามทาง แล้วเราก็จะสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่าจากระบบไปอย่างมหาศาล

หลังจากที่สิงห์สองสีได้ปฏิบัติภารกิจบุญตามที่เขาตั้งใจไว้อย่างสมประสงค์แล้ว สิงห์สองสีก็ได้เดินเล่นบริเวณแถบนั้นเป็นระยะเวลาที่พอสมควรก่อนที่จะตัดสินใจกลับบ้านด้วยความที่สมควรแก่เวลาแล้ว เขาได้นั่งเรือสัญจรกลับไปยังท่าเรือที่เขาได้ขึ้นมาเมื่อขามา และแน่นอนว่าเมื่อถึงท่า และจะเดินขึ้นรถไฟฟ้า ก็จะต้องประสบกับกลุ่มที่มาขอความหวังจากเขาเหมือนเช่นขามา แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่

ระหว่างทางที่กลับมา จู่ๆฝนได้กระหน่ำตกอย่างไม่รู้ลืมหูลืมตา แม่น้ำตกอยู่ภายใต้สภาพของ ‘กึ่งทะเลคลื่นลมแรง’ ขนาดย่อมๆ และเป็นเรื่อยไปเช่นนี้ตลอดทางจนถึงท่าปลายทางของสิงห์สองสี สิงห์สองสีคิดอย่างตื่นๆว่า “นี่คงเป็นการเข้าสู่ช่วงของกรรมใหม่กระมัง” เพราะวันนั้นฝนเองก็ไม่มีแนวโน้มที่จะตกเลย แต่โชคยังดีที่เขาเตรียมร่มมาหนึ่งคันเผื่อสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด

เมื่อถึงท่า ปรากฏว่าทางเดินที่ตามปกติจะต้องเคยเต็มไปด้วยกลุ่มที่มาขอความหวังจากเขา ได้อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เขาเกิดความสงสัยว่าบุคคลเหล่านั้นหายไปหลบอยู่บริเวณแถวไหน จึงตัดสินใจเดินเล่นบริเวณฝนตกแถวนั้นเพื่อลองแสวงหาดูว่า บรรดากลุ่มบุคคลนั้นได้หายไปไหนกันแน่

ผลที่ปรากฏก็คือ กลุ่มบุคคลเหล่านั้นเลือกเอาบริเวณใต้เสาของสิ่งก่อสร้างต่างๆเป็นสถานที่หลบฝนชั่วคราว แต่ก็ใช่ว่าจะได้การเสียทีเดียวเพราะฝนแรงมากเหลือเกิน แม้แต่สิงห์สองสีซึ่งมีร่มนั้นยังประสบปัญหาเสื้อผ้าเปียกโชก แต่บุคคลเหล่านั้นสิ่งเดียวที่พวกเขามีนอกจากเสื้อผ้าซึ่่งปกปิดสรีสระและกายวิภาคภายนอกแล้ว มีเพียงถ้วยเท่านั้นที่เขามีอยู่ พวกเขาจึงต้องตกอยู่ภายใต้สภาวะการ ‘เปียกฝน’ ไปเต็มๆ

ที่สิงห์สองสีสะเทือนใจที่สุดคือการที่ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ยอมให้ตัวเองเปียก แต่อุ้มลูกและซุกไว้อยู่ภายในเพื่อใม่ให้ลูกเปียก โดยที่ไม่มีสิ่งใดป้องกันผู้หญิงจากฝนแม้แต่นิดเดียว

สิงห์สองสีได้แต่เดินออกมาด้วยความรู้สึกที่ผิดในตัวเองพอสมควรว่าทำไมเราถึงตัดสินใจที่จะไม่ช่วยเหลือผู้หญิงรายนั้น แม้นจะให้เหตุผลเท่าไหร่ก็ตามว่าถ้าช่วยตัวเองก็ต้องเดือดร้อนเพราะเปียกฝน อาจจับไข้ได้ เพราะถ้าเจ็บไข้แล้ว สิงห์สองสียังมีความสามารถมากพอที่จะไปรักษาได้ ซึ่งต่างจากบรรดาคนเหล่านี้ที่แม้กระทั่งเงินสามสิบบาทก็ยังไม่มีจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล

———————————–

แม้วันนั้นสิงห์สองสีอาจเดินออกมาด้วยความรู้สึกผิดอย่างมหาศาลที่ไม่ได้ช่วยผู้หญิงและเด็กรายนั้นให้รอดพ้นจากฝนฟ้าที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่เรื่องราวของสิงห์สองสีนี้ก็ได้สะท้อนอะไรบางอย่างถึงนโยบายในระดับประเทศ

เรามุ่งที่จะแก้ไขปัญหากับคนยากจนโดยการที่เราจะใส่เงินหมุนเข้าไปในระบบ แต่เราลืมไปหรือเปล่าที่จะแก้ไขปัญหาของคนที่ ‘กำลังจะล่มสลาย’ ทางชีวิตของเขา เราเคยสนใจในการแก้ไขปัญหาของคนเหล่านี้ซึ่งเป็นคนชายขอบภายใต้สภาวะที่ใกล้ศูนย์กลางของความทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศหรือไม่ และเราเคยใส่ใจกับปัญหานี้เป็นจริงเป็นจังจริงๆเสียทีหรือไม่

หรือเราจะปล่อยให้เหตุการณ์ของผู้หญิงที่ไม่มีที่จะไปและไม่มีที่จะหลบอุ้มลูกหลบฝน เกิดขึ้นเป็นหนังฉายซ้ำซากที่ไม่เคยมีใครคิดสนใจกันจริงๆ

นอกจากฐานเสียงของตนเองก็เท่านั้น

 

สิงห์สองสี
19 พฤษภาคม 2551 23.22

ใส่ความเห็น