อย่าแก้ปัญหาการเมืองเพียงรัฐประหารอย่างเดียว

พฤษภาคม 18, 2008

สิงห์สองสีได้มีโอกาสเปิดเว็บไซต์ไปเรื่อยๆตามที่สิงห์สองสีชอบทำ เพื่อหาโอกาสอ่านบทความดีๆ ตลอดจนมุมมองทางการเมืองที่หลากหลายอยู่เป็นประจำ และสิงห์สองสีได้มีโอกาสอ่านบทความของบล๊อกเกอร์ ‘nrad6949′ ในโอเคเนชัน ซึ่งสิงห์สองสีทราบว่าเขาคือ ‘ภัทรนันท์ ลิ้มอุดมพร’ ผู้ที่มีสีสันและบทบาทหวือหวาทางการเมืองในช่วงที่มีกระบวนการในการขับไล่ พตท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง

ภัทรนันท์ได้เสนอมุมมองที่น่าสนใจให้ผู้อ่านในบทความเรื่่อง ‘จับตาวินาทีจากนี้เป็นต้นไป!’ ซึ่งเขาได้เขียนไว้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 หากสนใจว่าเป็นอย่างไร ก็ขอเชิญผู้อ่านเรื่องราวจากสิงห์สองสีเชิญคลิกทรรศนาได้ที่นี่ โดยเขาได้เขียนเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เขามองว่าเรื่องรัฐประหารนั้นอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้อีก เพราะเกิดจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ต้านคุณทักษิณ และฝ่ายที่มีความรักทักษิณ สิงห์สองสีเลยขออนุญาตถือวิสาสะ ขอคัดลอกคำพูดช่วงท้ายของบทความมาให้ผู้อ่านได้อ่านกัน

“…นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมกล้ารับประกันว่าสังคมไทย จะร้าวลึกมากขึ้นกว่าเดิม และเราก็จะเห็นอะไรมากกว่าเดิม นับตั้งแต่จากนี้ไป ถึงขั้นนองเลือดหรือไม่ ผมไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่นอนคือนับตั้งแต่วินาทีนี้ เราจะเห็นคำว่าสันติ เลือนลางลงทุกทีๆ สุดท้ายถ้าเราจบที่เหตุการณ์แบบพฤษภาทมิฬละก็

ไม่กล้าการันตีว่าจะมีปฏิวัติซ้ำ แต่ดูแนวโน้มแล้ว ก็น่าคิดเหมือนกัน”

ในทรรศนะของสิงห์สองสีอยากกล่าวอันดับแรกๆว่า บทความนี้มีปัญหาเรื่องการใช้ภาษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่คนอย่างภัทรนันท์เอง ยังสับสนกับคำว่า ‘รัฐประหาร’ และ ‘ปฎิวัติ’ ซึ่งในฐานะที่เขาเป็นผู้เขียน เขาควรจะได้ศึกษาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบกว่านี้แล้วค่อยมาเขียน แต่สิงห์สองสีก็ไม่อยากตำหนิเด็กอย่างภัทรนันท์ เพราะเขาถูกสื่อสารมวลชนป้อนข้อมูลที่สับสนให้เขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะช่วง 19 กันยายน ก็มีคนที่เรียกเหตุการณ์รัฐประหารครั้งนั้นช่วงแรกๆว่าเป็นการ ‘ปฏิวัติ’ จนกระทั่งต้องมีนักวิชาการบางกลุ่มออกมาท้วงติง จึงเรียกกันอย่างถูกต้องว่า ‘รัฐประหาร’

แต่เอาเถิด ภาษาที่มีปัญหา (น่าหงุดหงิด) แต่อ่านเข้าใจได้นั้นก็ยังพอยอมรับได้ระดับหนึ่ง แต่บทความนี้ของภัทรนันท์ กลับมองอย่างผิวเผินและไม่ได้ชี้ทางออกว่าสังคมไทยควรจะแก้ปัญหาที่กำลังจะก่อตัวขึ้นในช่วงที่เขาเขียนบทความ (และก่อตัวแล้วในช่วงนี้) ซึ่งส่วนนี้สิงห์สองสีคิดว่า ภัทรนันท์ ก็เป็นคนหนึ่งที่ตามกระแส เพราะไม่ได้คำนึงว่าการทำรัฐประหารเพื่อให้มีการผลัดเปลี่ยนแล้วซึ่งอำนาจนั้น ไม่ได้แก้ไขกลไกลทางการเมืองไทยที่ฐานรากแม้แต่น้อย

สิงห์สองสีมองว่า การที่เราจะแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้จริงๆนั้น การทำรัฐประหารเพื่อผลัดเปลี่ยนซึ่งอำนาจไม่ได้มีส่วนในการช่วยให้ระบบการเมืองใหม่ตามที่นักวิชาการตลอดจนนักวิพากษ์วิจารณ์การเมืองตามกระแสหลายท่านได้ออกมาให้ความเห็น เกิดขึ้นจริงในระบบการเมืองของไทย เพราะการเกิดขึ้นกับระบบการเมืองใหม่นั้น แปลว่าเราจะต้องรื้อของเก่าออกมาทั้งหมดและสร้างของใหม่ขึ้นมาทั้งระบบ

สิ่งที่สมควรจะกระทำอย่างยิ่งเพื่อให้การแก้ไขปัญหาทางการเมืองนั้นสามารถดำเนินการได้ นอกจากการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับภาคประชาสังคมแล้ว ยังต้องแก้ไขที่ปัญหาฐานรากคือเรื่องของการศึกษาและการปลูกจิตสำนึกในความเป็นประชาธิปไตยและความยุติธรรมแต่แรกเริ่มด้วย เพราะเรื่องเหล่านี้จะต้องปลูกฝังกันแต่ยังเป็นเด็กๆ เมื่อพวกเขาเติบโตมาในระบบสังคมเขาเรื่องที่เขาถูกปลูกฝังมาแต่เด็กจะทำให้เขาสามารถตัดสินใจได้ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูก อะไรควร อะไรไม่ควร (เว้นเสียแต่เลือกที่จะขายจิตวิญญาณตนเองเพื่อแลกกับเงิน)

นอกจากการแก้ไขปัญหาที่เรื่องของการศึกษาแล้ว สิงห์สองสีขออนุญาตนำเสนอว่า นักการเมืองที่เข้ามาอยู่ในสภาไม่ว่าจะเป็นบรรดาผู้แทนของปวงชน รัฐมนตรี หรือใครก็ตามแต่ ควรจะมีวาระในการดำรงตำแหน่ง หรือให้เกิดพลวัตในตำแหน่งอยู่บ่อยครั้ง เพื่อที่จะได้นอกจากมีประสบการณ์ในหลากด้านแล้ว จะสามารถช่วยลดการสร้างฐานอำนาจและบารมีให้ลดลงได้อย่างชัดเจน

คำถามของสิงห์สองสีก็คือ เรื่องพวกนี้เราจะให้มันเกิดขึ้นได้เมื่อไหร่ และเมื่อไรที่เรื่องเหล่านี้จะได้รับการกระทำอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที การเมืองของเราก็จะได้ปรับปรุงและพัฒนาขึ้น เพราะนอกจากปัญหาทางด้านคุณธรรมซึ่งระบบการเมืองไทยได้ประสบมาตลอดระยะเวลา 70 กว่าปีที่ผ่านมา ยังเป็นเรื่องของพลวัตที่เราได้เห็นแต่นักการเมืองหน้าเก่าๆเท่านั้น (หรือหน้าใหม่แต่สันดานเก่าก็ได้) ส่วนหน้าใหม่ๆก็ต้องพ่ายแก่ระบบและถอยหลบอยู่หลังฉากเป็นประจำ

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาการเมืองไทยวันนี้ สิ่งที่สมควรทำก็คืออย่าแก้ปัญหาการเมืองด้วยการทำรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แต่ให้เกิดการแก้ไขปัญหาโดยองค์รวมและสามารถแก้ไขได้ที่ฐานรากของสังคมการเมืองของไทย เพราะไม่เช่นนั้นเราก็จะวนเวียนอยู่ในวัฏจักรอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้นเสียที

สิงห์สองสีเชื่อว่า หากวันนี้สังคมพร้อมใจกันแก้ปัญหาโดยที่ไม่ต้องมานั่งฟังเหล่าบรรดาพวกวิจารณ์ตามกระแส ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาของสังคมทุกอย่างให้ลุล่วงไปได้ เพราะสิงห์สองสีเชื่อเหลือเกินว่า พลังไทยเมื่อสามัคคีนั้นจะมีพลังมหาศาลที่จะผ่าทางตันของปัญหาทุกอย่างที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่

 

สิงห์สองสี
18 พฤษภาคม 2551 18.18