ชีวิตที่หายไป

หากมีใครในอดีตเมื่อราวสักสี่สิบปีที่แล้ว นำเอาเรื่องราวในโลกปัจจุบันขณะนี้ไปพูดให้กับคนสมัยโน้นเมื่ิราวสี่สิบปีที่แล้ว คงจะแตกตื่นกันได้ถ้วนหน้า หรือไม่ก็คงถูกตราหน้าว่าเป็นคนบ้าไปเลย

เพราะหากพูดกันในสมัยนั้น คนคงไม่คิดว่าจะมีโทรศัพท์ที่คุณสามารถพกติดตัวได้ คงไม่คิดว่าจะนั่งดูหนังอันแสนคมชัดผ่านแผ่นกลมๆบางๆที่ใช้หัวอ่านอันทันสมัยในการอ่านได้ และคงไม่มีใครที่คิดว่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่เทอะทะในสมัยก่อน จะมีขนาดที่เล็กมากได้

แต่นั่นเป็นอีกเรื่อง เพราะเราได้ทบทวนหรือไม่ว่าตลอดประมาณสี่สิบปีที่ผ่านมา เราได้ใช้เทคโนโลยีได้อย่างสนุกสนาน แต่เราเคยรู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่า เรายินดีให้เทคโนโลยีเหล่านั้น มาบงการตนเองอยู่ตลอดเวลา จนบางครั้งก็ตัดตัวเองออกจากวิถีชีวิตของสังคมอย่างที่ไม่ควรจะให้เกิดขึ้น

ในโลกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักพกสิ่งที่เรียกกันภาษาง่ายๆว่า “มือถือ” และหลายคนคงมีปฎิกริยากับโทรศัพท์มือถือของตนเองไม่ต่างกันคือ เมื่อดังขึ้นมาตนเองก็จะต้องหาทางตะเกียกตะกายไปรับ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ตาม หรือหากมีการไม่ได้รับสายและมือถือแจ้งขึ้นมา เมื่อคนนั้นมาเห็นก็จะต้องรีบโทรกลับ หากโทรไปแล้วหากเจ้าของไม่ได้ ก็จะเป็นทุกข์ขนาดหนัก และคิดไปอีกหลายวันหลายคืนว่าเป็นความผิดของตนเอง

คุณเคยประสบชะตากรรมอย่างนี้บ้างหรือไม่?

————————

สิงห์สองสีเดินทางออกไปนอกบ้าน โดยพกอุปกรณ์อันทันสมัยที่เรียกกันว่า โทรศัพท์มือถือ ไปครั้งละสองเครื่อง เพราะเขาเชื่อว่าเขาจะต้องมีเรื่องติดต่อสารพัดสารพันในวันหนึ่งๆ เครื่องโทรศัพท์ของเขาก็ไม่ได้เป็นรุ่นที่ทันสมัยมากมาย แถมยังใช้มานานจนอาจจะพอเรียกได้ บุโรทั่ง ใกล้ถึงกาลเวลาระเบิดเต็มที ไม่ต่างอะไรจากเนบิวลาของดาว

กิจกรรมปกติของสิงห์สองสีคือการต้องตรวจสอบแบตเตอรี่ของมือถือก่อนออกจากบ้าน เพื่อเตรียมพร้อมกับเหตุการณ์ที่อาจไม่คาดคิดคือ แบตเตอรี่หมด (ในภาษาวัยรุ่นคงทำนอง เซ็ง แบตหมด) หากว่าเครื่องไหนกำลังจะหมด สิงห์สองสีจะปล่อยไว้ที่บ้านพร้อมจัดการให้โอนสายเข้าไปยังอีกเครื่อง

โชคไม่ดีที่วันนั้นสิงห์สองสี ประมาท ไม่ได้ตรวจสอบว่าแบตเตอรี่ของเขานั้น ใกล้หมดทั้งสองเครื่อง เมื่อเขาอยู่บนรถที่กำลังจะมุ่งหน้าไปยังโรงแรมมีระดับเพื่อพูดคุยกับเหล่าบรรดาคนที่เขาเคารพ ก็มีเสียงเตือนออกมาจากเครื่องทั้งสอง

สิงห์สองสีเกิดอาการหน้าซีดขึ้นมาทันที และพร้อมๆกับการหมดความหวัง เพราะจะให้กลับไปบ้านเพื่อให้มือถือทั้งสองได้ทำการเพิ่มพลังงานลงไปในแบตเตอรี่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเลยมาไกลมากแล้ว และเขาก็คงมีธุระที่สำคัญมากที่จะต้องรอโทรศัพท์ พอๆกับการที่เขาไม่ได้พกนาฬิกาออกมาด้วย ทำให้เขาเดือนร้อนมากเพราะเขาไม่มีทางรู้เวลาใดๆได้เลย

ท่ามกลางความสับสนเหล่านั้น สิงห์สองสีตัดสินใจที่จะให้มือถือทั้งสอง ส่งเสียงโอดครวญไปเรื่อยๆจนกว่าจะสิ้นพลังงานในการโอญครวญ เพื่อเขาจะได้พิสูจน์ว่า เขาอยู่ได้โดยไม่ต้องมีโทรศัพท์มือถือมาเป็นสิ่งที่ทำให้เขาต้องไขว้เขวอยู่เรื่อย

สิงห์สองสีเก็บมือถือที่กำลังหมดเสียงคร่ำครวญเอาไว้ในกระเป๋าของเขา และปล่อยให้ตัวเขาเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆตลอดทั้งบ่ายนั้นโดยการสนทนากับบรรดาผู้ที่เขาเคารพที่โรงแรม

เมื่อกลับถึงบ้าน เขาพบว่าเขามีความสุขแค่ไหนที่ไม่มีเสียงโทรศัพท์มืิอถือขึ้นมาให้ขัดจังหวะและรสชาติของการสนทนาของเขาในวันนั้นตลอดทั้งบ่าย อีกทั้งไม่มีใครที่ตามเขาได้แม้แต่คนเดียว เขาได้ ‘ปลดแอก’ จากเทคโนโลยีที่ครอบคลุมชีวิตเขาในห้วงระยะเวลาสั้นๆ คือ ในครึ่งบ่ายนั้น

——————————

แม้การปลดแอกตัวเขาจากความเป็นทาสของเทคโนโลยีของสิงห์สองสีนั้น อาจจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้เขารู้ว่า ตัวเขานั้นตกเป็นทาสของเทคโนโลยีเพียงใด น่าเสียดายที่เขาไม่อาจหนีจากการเป็นทาสของเทคโนโลยีได้เสียทีเดียว เพราะอย่างไรสิงห์สองสีคงรู้ว่ากะไรเสียสักวันก็ต้องมีเหตุที่จะให้ใช้มันจนได้

แต่อย่างน้อย สิงห์สองสีก็ได้รู้ว่า ความสุขจากการปลดพันธนาการจากเทคโนโลยีนั้น เป็นอย่างไร

 

 

สิงห์สองสี

17 พฤษภาคม 2551 21.00

ใส่ความเห็น